หากน้อง ๆ สนใจสายการเรียนแพทยศาสตร์ (Doctor of Medicine) ต้องบอกเลยว่าเส้นทางนี้มีความท้าทายสูงและต้องการคนที่พร้อมจะลงทุนทั้งแรงกาย แรงใจ และความมุ่งมั่นทั้งหมดที่มีเพื่อ เรียนหมอ 4-7 ปีจนจบหลักสูตร
พี่ Hands On เลยอยากชวนน้อง ๆ มาอ่านบทความนี้เพื่อดูมุมมองของนักศึกษาแพทย์ที่ได้ทำ Clinical Rotations กับมหาวิทยาลัย St. George’s University ว่าโอกาสที่รุ่นพี่ได้รับ เป็นประสบการณ์ขึ้นวอร์ดหรือการฝึกอบรมแพทย์ในโรงพยาบาลแบบไหนกันบ้าง เพื่อเป็นแนวทางให้คนที่กำลังตัดสินใจได้มั่นใจว่าเส้นทางนี้ใช่สำหรับเราจริง ๆ
ประสบการณ์ส่งตรงจากนักศึกษาแพทยศาสตร์ที่ St. George’s University
|
𝑸1: เส้นทางสู่ Clinical Rotations ในสหราชอาณาจักรหรือสหรัฐอเมริกาต้องเตรียมตัวยังไง
| “มหาวิทยาลัยจะช่วยจัดการ Clinical Rotations หลัก ในปีที่ 3 โดยเราสามารถระบุความต้องการเกี่ยวกับโลเคชั่นและโรงพยาบาลที่อยากเข้าฝึกได้ และทางมหาวิทยาลัยจะพยายามจัดสรรตามความต้องการให้เรามากที่สุด ในชั้นปีที่ 4 ส่วนของ Electives ที่เป็นปีขึ้นคลินิก นักศึกษาสามารถติดต่อผู้ประสานงานของโปรแกรมในโรงพยาบาลพันธมิตรได้โดยตรง เพื่อสอบถามช่วงเวลาที่เปิดรับและวางแผนการฝึกงานขึ้นวอร์ด นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถเลือกทำ Electives นอกเครือข่ายพันธมิตรของมหาวิทยาลัยได้สูงสุด 8 สัปดาห์ กรณีของผม ผมเลือกฝึกในสาขาอายุรศาสตร์ (Internal Medicine) และโรคข้อและรูมาติสซั่ม (Rheumatology) ที่ New York Presbyterian Hospital” — Marwin Anandrati, MD ’26 |
| “SGU สนับสนุนเป้าหมายของผมที่ต้องการประกอบวิชาชีพแพทย์ในสหราชอาณาจักร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำ Clinical Rotations ทั้งในกรุงลอนดอนและเมืองอื่น ๆ ใน UK ซึ่งสอดคล้องกับแผนระยะยาวของผม ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้ผมปรับตัวเข้าสู่ระบบสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรได้ราบรื่นมากขึ้น นอกจากนั้นการเตรียมตัวสอบ USMLE Step 1 และ Step 2 รวมถึงการทำคะแนนได้ดีในการสอบ NBME ต่าง ๆ ระหว่างช่วง Clinical Placements ช่วยสร้างพื้นฐานทางวิชาการที่แข็งแกร่งให้กับผม ซึ่งการเตรียมตัวเหล่านี้ยังช่วยให้ผมต่อยอดไปสู่การสอบ PLAB และปรับตัวเข้ากับระบบการแพทย์ของสหราชอาณาจักรได้ง่ายขึ้นอีกด้วย” — Mishal Jaleel Akbar, MD ’18 |
𝑸2: การได้พบและดูแลผู้ป่วยจริงในช่วง Clinical Rotations เป็นอย่างไร
| “โดยทั่วไปในชั้นปีที่ 3 นักศึกษาจะได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยประมาณ 1-2 ราย และในช่วง Elective ของชั้นปีที่ 4 หากอยู่ในสาขาอายุรศาสตร์ (Internal Medicine) อาจได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วยมากกว่า 4 ราย ส่วนสาขาศัลยกรรม นักศึกษาจะได้เข้าห้องผ่าตัดและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยลำดับที่ 2 (Second Assist) ถัดจากศัลยแพทย์และแพทย์ประจำบ้าน (Resident) ส่วน Elective อื่น ๆ มักจะได้ติดตามการทำงานของ Resident อย่างใกล้ชิด และช่วยปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ได้ฝึกทักษะการซักประวัติผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในช่วงปีที่ 4” — Marwin Anandrati, MD ’26 |
| “การทำ Clinical Rotations ที่นิวยอร์กทำให้ผมได้รับประสบการณ์ในวอร์ดผู้ป่วยอย่างเข้มข้น ผมมีอาจารย์ผู้ควบคุมการฝึกสอนที่ใส่ใจและทุ่มเทกับการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างแท้จริง ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างมากต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของผม ประสบการณ์ทางคลินิกที่เข้มข้นเหล่านี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ผมเป็นอย่างมาก และทำให้ผมพร้อมเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งแพทย์ฝึกหัดปีแรก (FY1 Doctor) ได้อย่างมั่นใจ” — Sotonye Campbell, MD ’19 |
𝑸3: สิ่งที่ยากที่สุดที่ต้องเผชิญระหว่างการฝึกภาคปฏิบัติในโรงพยาบาลจริงคืออะไร
| “ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างสมดุลระหว่างหน้าที่ในโรงพยาบาลระหว่าง Clinical Rotations กับภาระทางวิชาการ โดยนักศึกษาต้องรับผิดชอบทั้งการฝึกภาคปฏิบัติทางคลินิก และการเตรียมตัวสำหรับการสอบ Mid-Core ภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงการสอบ NBME Shelf Examination เมื่อสิ้นสุดการฝึกในแต่ละ Rotation การสอบเหล่านี้ช่วยเตรียมความพร้อมได้เป็นอย่างดีสำหรับการสอบ USMLE Step 2 CK ในอนาคต สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ส่วนใหญ่ จะมี Protected Study Time ที่ทางโรงพยาบาลจัดไว้ให้โดยเฉพาะ ดังนั้นควรใช้เวลานี้อย่างเต็มที่ในการทบทวนบทเรียนและเตรียมตัวสำหรับ Shelf Exams” — Marwin Anandrati, MD ’26 |
| “ส่วนใหญ่ Clinical Rotations ของผมเกิดขึ้นในเมืองบรูคลิน รัฐนิวยอร์ก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผมได้ทำงานในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ที่หลากหลายและมีผู้ป่วยเคสซับซ้อนจำนวนมาก แม้จะท้าทายและกดดันแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าอย่างมาก เพราะผมได้ดูแลผู้ป่วยจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม แต่ละคนมีความต้องการและปัญหาสุขภาพที่แตกต่างกัน Clinical Rotations ช่วยให้ผมพัฒนาทักษะทางคลินิก โดยเฉพาะด้านการวินิจฉัยโรคและการสื่อสารกับผู้ป่วย ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการทำงานเป็นทีม ความยืดหยุ่นในการทำงาน และความเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ผมยังได้เรียนรู้วิธีรับมือกับสถานการณ์ที่กดดัน รวมถึงเข้าใจแนวคิด Patient-Centered Care ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” — Tanapol Phewpun, MD ’24 |
| “SGU เตรียมความพร้อมให้ผมได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านวิชาการและทักษะทางคลินิก การที่ผมได้ทำ Clinical Rotations จำนวนมากในสหราชอาณาจักร ทำให้ผมคุ้นเคยกับระบบสาธารณสุข สภาพแวดล้อมทางคลินิก และลักษณะของผู้ป่วยในสหราชอาณาจักรก่อนเริ่มทำงานจริง แม้ว่าผมจะเห็นความแตกต่างบางอย่างระหว่างรูปแบบการฝึกอบรมของ SGU กับนักศึกษาจากสหราชอาณาจักรโดยตรงแต่ผมสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว และการปรับตัวในช่วงแรกก็ช่วยเสริมสร้างทั้งทักษะและความมั่นใจของผมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” — Peter Orton Beaumont, MD ’03 |
𝑸4: ช่วยแชร์ประสบการณ์จากการฝึกปฏิบัติโรงพยาบาลจริงหน่อย
| “ระหว่างการทำ Clinical Rotations ในโรงพยาบาลพันธมิตรของ SGU หลายแห่งในรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากความทุ่มเทและความเข้มแข็งของทีมเวชศาสตร์ฉุกเฉิน รวมถึงความรวดเร็วในการดูแลรักษาผู้ป่วยในสถานการณ์จริง ผมตั้งตารอที่จะได้ฝึกอบรมในสภาพแวดล้อมทางการแพทย์ที่มีความเข้มข้นสูงและมีผู้ป่วยหลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของผมในการดูแลประชากรที่มีความหลากหลายและกลุ่มผู้ป่วยที่เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์อย่างเพียงพอ ในอนาคตผมหวังว่าจะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้ในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางสุขภาพ และช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้กับชุมชนที่ขาดแคลน พร้อมกับดูแลผู้ป่วยด้วยความเข้าใจ ความแม่นยำ และความสุขุมในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตผู้ป่วย” — Tanapol Phewpun, MD ’24 |
| “ผมค่อนข้างชอบบรรยากาศในโรงพยาบาล เนื่องจากผมได้พบเพื่อนที่ดีมากมายตลอดเส้นทางการเรียน และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทุกวันที่อยู่ที่นั่น เช่นเดียวกับทุกช่วงของการเรียนแพทย์ที่ SGU มันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การได้เห็นการดูแลรักษาผู้ป่วยจริง และได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านั้น ถือเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก แม้จะยังเป็นเพียงนักศึกษาแพทย์ก็ตาม” — Marwin Anandrati, MD ’26 |
โอกาสเติบโตในวงการแพทย์ที่ St. George’s University มอบให้นักศึกษาจริง
|
ด้วยความเป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านการแพทย์ St. George’s University มีอาจารย์ผู้สอนที่ชำนาญในแต่ละด้าน ใช้สื่อการสอนที่ตรงกับการใช้งานจริงในโรงพยาบาล และสร้างคอนเนคชั่นที่เหนียวแน่นกับสถานพยาบาลในหลายประเทศ ส่งผลให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ และข้อได้เปรียบทางด้านโอกาสฝึกปฏิบัติเต็ม ๆ
-
โอกาสขึ้นวอร์ดหรือ Clinical rotations กับกว่า 85 โรงพยาบาลใน UK, US & Canada
ในชั้นปีที่ 4 ของการเป็นนักศึกษาแพทย์ คือช่วงปี Clinic ที่ผู้เรียนต้องเข้าสู่ขั้นตอนการฝึกอบรมแพทย์อย่างจริงจัง มหาวิทยาลัยมีระบบซัพพอร์ตการเตรียมตัวยื่นขึ้นคลินิกเต็มที่ ตั้งแต่การมองหาตัวเลือก ไปจนถึงการประสานงานเพื่อตรวจโควตาที่ยังว่างสำหรับนักศึกษา กับ 85 กว่าโรงพยาบาลในเครือพันธมิตร
-
เครือข่ายที่ยิ่งใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ SGU มีรุ่นพี่ในวงการแพทย์มากกว่า 25,000 คน
มหาวิทยาลัย SGU ประสบความสำเร็จในการส่งออกนักศึกษา Doctor of Medicine เข้าฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านสูงที่สุด เป็นอันดับที่ 1 ของ US Healthcare System รวมนักศึกษา บัณฑิต และเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยจำนวนกว่า 25,000 คน จาก 150 กว่าประเทศรอบโลก1
-
ปีการศึกษา 2026 นักศึกษาแพทย์ 800 กว่าคน จบการศึกษาและ Match Residencies สำเร็จ
นักศึกษาที่จบแพทย์จาก SGU ได้การยอมรับในระดับสากล มีนักศึกษานานาชาติที่ได้ฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านในสหรัฐอเมริกา ได้ Residency placement สำเร็จคิดเป็น 89%2 และปีนี้มหาวิทยาลัยก็ยังผลิตบุคลากรทางการแพทย์เข้า US Residency มากกว่า 800 คน3
-
ทุนการศึกษาส่วนลดค่าเรียน 50th Anniversary Scholarship มูลค่าถึง $50,000
St. George’s University จัดเตรียม ทุนมูลค่า $50,000 เป็นส่วนลดค่าเล่าเรียนให้นักศึกษาในวาระครบรอบ 50 ปีของมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่จบ MD 4 ปี หรือสมัคร MDReady application ในรอบสมัครเรียน January 2027 สามารถสมัครขอรับทุนได้ โดยจะปิดรับสมัครวันที่ 31 ธันวาคม 2569
| 1 อ้างอิงจากผลสำรวจนักศึกษาทั้งหมดที่เรียนจบหลักสูตร Doctor of Medicine ตั้งแต่ปี 1981 – 2025 และ FSMB Physician Data Center 2 จากผลสำรวจของนักศึกษาทุกคนที่ไม่ใช่ประชากรของสหรัฐอเมริกาและไม่ใช่แคนาดา ที่ได้ US Healthcare System ตั้งแต่ปี 2021 – 2025 วัดผลเมื่อเดือนกันยายน 2025 3 St. George’s University ส่งออกนักศึกษาแพทย์เข้า US Residency มากที่สุดของมหาวิทยาลัยการแพทย์ในโลก จากผลสำรวจนักศึกษาที่กำลังจะจบและจบแล้วของ SGU วัดผลเมื่อเดือนมีนาคม 2026 |