สวัสดีครับ ผม พล ครับ จากประสบการณ์ที่มีโอกาสไปเรียนกว่าสองปีที่ UNSW Sydney แน่นอนครับว่า การได้ไปอยู่ต่างประเทศยาว ๆ ทั้งที เรื่องเที่ยวก็เป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้อยู่แล้ว
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสออกไปเที่ยวและสำรวจ Sydney ในหลายมุม จนสังเกตเห็นว่า ยิ่งเดินทางมากขึ้น เมืองนี้กลับยิ่งทำให้ผมนึกถึงประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ Sydney มีทั้งอาหาร ผู้คน วัฒนธรรม ธรรมชาติ ป่า ภูเขา และทะเล กระจายตัวอยู่ตามแต่ละพื้นที่ จนบางครั้งผมรู้สึกเหมือนกับว่า Sydney เป็นการนำประเทศไทยทั้งสี่ภาคมาย่อรวมไว้ในเมืองเดียว ไม่ว่าคุณจะเป็นสายกิน สายธรรมชาติ สายทะเล สายเมือง หรือสายวัฒนธรรม Sydney ก็มีมุมให้เราออกไปค้นหาได้แทบทุกแบบ
แล้วถ้าลองเปรียบเทียบกันจริง ๆ ล่ะว่า Sydney จะมีอะไรที่คล้ายกับแต่ละภาคของประเทศไทยบ้าง?
ตั้งแต่บรรยากาศแบบภาคเหนือ อาหารและวัฒนธรรมของภาคอีสาน ความหลากหลายของกรุงเทพฯ ไปจนถึงป่าและทะเลแบบภาคใต้ ลองไปดูกันครับว่า ตลอดสองปีที่ผมอยู่ที่นี่ ผมเจออะไรที่ทำให้รู้สึกว่า “นี่มันเมืองไทยในอีกเวอร์ชันหนึ่งเลยนี่นา”
วิวสวยๆ จาก Observatory Park หลังอาทิตย์อัสดง |
ภาพเมืองมุมกว้าง จากฝั่งตรงข้าม ที่เห็นป่าไปด้วยพร้อมกัน |
Sydney : ภาคเหนือ — ภูเขาและอากาศเย็น
ถ้าพูดถึงภาคเหนือของประเทศไทยสิ่งที่เรานึกถึงกันก็คงเป็นอากาศเย็น ๆ ภูเขาและธรรมชาติ ซึ่ง Sydney เองก็มีสถานที่ที่ให้อารมณ์แบบนี้อยู่เหมือนกัน นั่นก็คือ Blue Mountains ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 ชั่วโมง
วิวจากที่สูง ทอดยาวไปไกลสุดขอบฟ้า |
ที่นี่เป็นอุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ มีทั้งน้ำตก เส้นทางเดินป่า และจุดชมวิวให้เลือกเที่ยวกัน โดยตลอดเส้นทางจะเต็มไปด้วยต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของธรรมชาติออสเตรเลีย
ป่าอันเป็นเอกลักษณ์ของย่านนี้ |
สิ่งที่ผมชอบอีกอย่างคืออากาศที่ค่อนข้างเย็นเมื่อเทียบกับพื้นที่ธรรมชาติอื่น ๆ รอบ Sydney ยิ่งเดินเข้าไปตามเส้นทาง จะมีลมพัดอยู่ตลอด ทำให้เดินป่าได้สบาย แม้บางเส้นทางจะต้องเดินขึ้นลงเขาพอสมควร
และถ้ามาถึง Blue Mountains แล้ว จุดที่ไม่ควรพลาดก็คือ Three Sisters กลุ่มหินสามยอดที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ ตั้งอยู่ริมหน้าผาและมองออกไปเห็นแนวภูเขาทอดยาวสุดสายตา
ลงทุนตื่นตีสี่มาเพื่อภาพนี้เลย |
ส่วนตัวผมชอบช่วงเช้ามากที่สุดเพราะถ้าได้มาดูพระอาทิตย์ขึ้น แสงจะค่อย ๆ ส่องผ่านเมฆลงมายังแนวเขาด้านหลัง ยิ่งวันที่อากาศเป็นใจวิวตรงหน้าสวยจนเหมือนภาพที่จัดฉากเอาไว้เลยทีเดียว
นอกจากธรรมชาติแล้ว เมืองรอบ ๆ ก็มีทั้งคาเฟ่ ร้านอาหาร และ supermarket ให้แวะ ทำให้มาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับก็สะดวก หรือถ้าอยากใช้เวลาให้เต็มที่ จะพักค้างสักคืนก็ได้
สำหรับผม Blue Mountains จึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศแบบภาคเหนือของบ้านเราได้ชัดเจน ทั้งภูเขา อากาศเย็น และป่าเขียว ๆ
วิวสวยๆ เพิ่มเติมจากในป่า
Sydney : ภาคอีสาน — อาหาร วิถีชีวิต และธรรมชาติ
ถ้าพูดถึงภาคอีสานหลายคนคงนึกถึงส้มตำ ลาบ ข้าวเหนียว หรือวิถีชีวิตเรียบง่ายแบบ Slow Life ซึ่งผมรู้สึกว่าความเป็นอีสานเองก็แอบซ่อนอยู่ในหลายมุมของ Sydney เหมือนกันครับ
เริ่มจากเรื่องอาหารก่อนเลย ร้านอาหารไทยใน Sydney หลายร้านมีเมนูอีสานอย่าง ส้มตำ ลาบ และข้าวเหนียว เพราะนอกจากคนไทยจะชอบแล้ว ชาวต่างชาติก็รู้จักและนิยมอาหารเหล่านี้ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ บางพื้นที่ของ Sydney กลับมีบรรยากาศที่ทำให้ผมนึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวในภาคอีสานของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ข้าวเหนียวส้มตำร้อนๆ แบบนี้ หาได้ทั่วเมือง Sydney เลย
ถ้าเป็นมุมที่ออกแนวเมืองหน่อย ผมขอยก Narrabeen Lagoon Trail ในเขต Northern Beaches ที่มีเส้นทางเดินล้อมรอบทะเลสาบขนาดใหญ่ รอบ ๆ เป็นทั้งบ้านพักอาศัยและพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ บรรยากาศค่อนข้างสงบและเป็น Slow Life ริมน้ำ จนทำให้ผมนึกถึงเชียงคานบ้านเราเลยครับ
ช่วงที่ไปจะเห็นคนออกมาวิ่ง ปั่นจักรยาน พายเรือ หรือแค่มานั่งพักผ่อนริมทะเลสาบ ใช้ชีวิตกันแบบไม่รีบร้อนต่างจากภาพของ Sydney CBD ที่เราคุ้นเคยกัน และจากในเมืองก็สามารถนั่ง B1 มาลงที่สถานี Narrabeen ได้เลย
เป็นย่านที่ถ้ามีเวลาสักวันหน่อย แนะนำเลย
อีกแห่งที่น่าสนใจก็คือ Figure 8 Pools ใน Royal National Park ที่เกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลจนกลายเป็นแอ่งตามชั้นหิน และมีแอ่งหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายเลข 8 จนกลายเป็นจุดเด่นของที่นี่ มองแล้วก็อดนึกถึง สามพันโบก ที่อุบลราชธานีไม่ได้ เพราะต่างก็เป็นภูมิประเทศที่เกิดจากธรรมชาติและมีแอ่งหินเป็นเอกลักษณ์
ดูยังไงก็เลข 8 ชัด ๆ แถมลงไปว่ายน้ำได้อีก |
แต่ความเป็นอีสานไม่ได้มีแค่เรื่องอาหารกับธรรมชาติเท่านั้น เพราะใน Sydney ยังมี ชุมชนและวัฒนธรรมไทย-ลาว ให้เราได้สัมผัสด้วย อย่าง Wat Phrayortkeo ซึ่งเป็นวัดลาว ภายในมีทั้งพระพุทธรูป ท้าวเวสสุวรรณ พระแม่ธรณี รวมถึงสถาปัตยกรรมที่ดูแล้วให้ความรู้สึกคล้ายวัดไทยมาก ๆ
สำหรับผม การได้มาไหว้พระที่นี่เหมือนได้กลับมาเจออะไรที่คุ้นเคย ทำให้หายคิดถึงบ้านไปได้เยอะเลยครับ ที่น่าสนใจคือเรายังสามารถพูดภาษาไทยกับหลวงพ่อได้ด้วย แม้ท่านจะตอบกลับมาเป็นภาษาลาว แต่ด้วยความที่ภาษาใกล้เคียงกัน ก็ยังคุยกันรู้เรื่องแบบสบาย ๆ
มีครบทุกอย่าง ทั้ง พระ ท้าวเวสสุวรรณ อุโบสถ เหมือนวัดไทยเลย |
ที่นี่ยังมี งานสงกรานต์ในช่วงเดือนเมษายน ด้วยครับ ใครคิดถึงบรรยากาศแบบบ้าน ๆ หรืออยากสัมผัสวัฒนธรรมไทยและลาวใน Sydney ก็สามารถแวะมาได้ โดยอยู่ไม่ไกลจากสถานี Cabramatta แล้วต่อรถเมล์มาอีกที
และถ้ามาถึงย่านนี้แล้ว เรื่องอาหารก็ไม่ควรพลาด เพราะบริเวณ Fairfield ที่อยู่ใกล้เคียง มีคนแนะนำร้านส้มตำให้ผมอยู่หลายร้านเหมือนกัน ได้ยินมาว่ามีร้านที่ทำส้มตำในสไตล์ลาว ซึ่งรสชาติน่าจะต่างจากส้มตำที่เราคุ้นเคยกันอยู่พอสมควร สำหรับคนที่คิดถึงอาหารอีสาน หรืออยากลองรสชาติแบบไทย-ลาวใน Sydney ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่น่าสนใจครับ
Sydney : ภาคกลาง — ในมุมของกรุงเทพฯ
ถ้าภาคเหนือคือภูเขา และภาคอีสานคืออาหารกับวิถีชีวิต ภาคกลางในบทความนี้ก็คงต้องยกให้ กรุงเทพฯ เพราะสิ่งที่ Sydney มีคล้ายกันอย่างเห็นได้ชัด คือความหลากหลายของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรมที่กระจายอยู่ตามแต่ละย่าน
เริ่มจาก Burwood ที่หลายคนอาจรู้จักในฐานะย่านอาหารเอเชียขนาดใหญ่ ที่นี่มีทั้งร้านอาหารจีน ร้านชา และร้านอาหารอีกมากมาย โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ไฟตามร้านต่าง ๆ เปิดสว่าง ทำให้บรรยากาศบางมุมชวนให้นึกถึง เยาวราช อยู่เหมือนกัน (ล่าสุด Time Out จัดให้เป็นย่านที่ดีที่สุดในออสเตรเลียเลยนะ)
ไฟแบบนี้ใช่เลย
ของดี ๆ ที่ไม่ควรพลาด ทั้ง เสี่ยวหลงเปา เนื้อห่อแป้ง เครป
ถัดมาคือ Lakemba ย่านที่มีชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมาก ถ้าให้เปรียบเทียบกับกรุงเทพฯ ผมรู้สึกว่าบรรยากาศบางส่วนคล้าย รามคำแหง มีนบุรี หรือหนองจอก
โดยเฉพาะช่วง Ramadan Markets ในเดือนมีนาคม ย่านนี้จะคึกคักเป็นพิเศษ มีอาหารจากหลายประเทศให้เลือกตั้งแต่ของคาวไปจนถึงของหวาน และมีเมนูแปลก ๆ อย่าง Camel burger ให้ลองด้วย
คนเยอะม๊ากก อาหารก็เหมือนกัน
ร้านอยู่ข้างหน้าเลยนะ หาตัวอูฐให้เจอ แต่ต้องรีบหน่อยนะ มาช้าคิวยาวแน่!!!
ส่วนคนที่ชอบอาหารอินเดีย ต้องลอง Harris Park เพราะย่านนี้เต็มไปด้วยร้านอาหารอินเดีย ร้านขายเครื่องเทศ และร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมอินเดีย จนให้ความรู้สึกคล้าย พาหุรัด ในกรุงเทพฯ
ของฝากอินเดียแทร่ ทั้ง กล้วยทอด หมี่กรอบ ช็อคโกแลต หาได้ที่นี่เลย
อาหารอินเดียสูตรต้นตำรับแท้ ๆ ยืนยันโดยเพื่อนแขก อร่อยแน่นอน
ถ้าอยากได้บรรยากาศที่ดูเป็นเมืองและทันสมัยขึ้นมาอีกหน่อย ผมขอยก Chatswood ซึ่งมีทั้งอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหารเอเชีย โรงหนัง และห้องสมุด บรรยากาศโดยรวมทำให้ผมนึกถึง สุขุมวิทผสมอโศก
ที่สำคัญคือเดินทางง่าย เพราะมี Metro เชื่อมต่อกับพื้นที่อื่น ๆ ของ Sydney และในย่านเดียวกันก็มีอาหารให้เลือกเยอะมาก ตั้งแต่ชาบู เฝอ ราเมน ไปจนถึงร้านไอศกรีมที่ได้รับรางวัล
ย่านชิค ๆ คูล ๆ ทันสมัย ใกล้เมืองนิดเดียว
ชาบูอร่อย ๆ แถมไอติมที่ได้รางวัลยอดเยี่ยมก็อยู่แถวนี้ด้วยน้า
แต่ Sydney ก็มีหลายย่านที่ไม่ได้มีคู่เทียบตรง ๆ กับกรุงเทพฯ และนั่นกลับเป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจ อย่าง Newtown ที่เต็มไปด้วยอาคารสไตล์ Victorian บรรยากาศเก่า ๆ ร้านหนังสือ คาเฟ่ โรงหนัง ร้านพิซซ่า และ meat pie ให้เดินสำรวจ ย่านนี้ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ใน Sydney อีกยุคหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยร้านและผู้คนที่มีความหลากหลาย
ใครเป็นสายวินเทจ ต้องที่นี่เลย
อีกแห่งคือ Cabramatta ที่ผมรู้สึกว่าเป็นเหมือน mini ASEAN เพราะเดินไปไม่กี่ช่วงตึกก็เจอทั้งร้านอาหารไทย ลาว เวียดนาม และอาหารเอเชียอีกหลายแบบ ใครชอบกินต้องลองแวะมาที่นี่ เพราะมีทั้ง banh mi กาแฟเวียดนาม หรือแม้แต่ก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต แถมราคาหลายอย่างยังเป็นมิตรกว่าใน CBD พอสมควร
สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Sydney มีความคล้ายกรุงเทพฯ จึงไม่ใช่แค่จำนวนร้านอาหาร แต่คือ แต่ละย่านมีคาแรกเตอร์ของตัวเอง และถ้าเราใช้เวลาเดินทางออกจาก CBD ไปเรื่อย ๆ ก็จะได้เจอโลกใบเล็ก ๆ ที่แตกต่างกันออกไปในเมืองเดียว
Sydney : ภาคใต้ — เขา ป่า นา เล
และสุดท้าย หากพูดถึง ภาคใต้ของเรา แบบสั้น ๆ ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า “เขา ป่า นา เล” ซึ่ง Sydney เองก็มีธรรมชาติที่โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะป่าและทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเลย
เริ่มจาก Royal National Park ที่มีบรรยากาศคล้ายป่าร้อนชื้นบ้านเรา ทั้งพืชพันธุ์ ดินโคลน และดอกไม้หลาย ๆ อย่างให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในธรรมชาติของประเทศไทย แถมยังมีชายหาดที่คนค่อนข้างน้อยอย่าง Jibbon Beach ให้ได้แวะพักระหว่างทางด้วย
|
|
เดินบนหาดทรายโล่ง ๆ พร้อมชมตะวันตกดินและพันธุ์ไม้ได้ที่นี่
ที่นี่มีเส้นทางเดินป่าให้เลือกหลายเส้นทาง หนึ่งในจุดที่มีชื่อเสียงก็คือ Wedding Cake Rock หินริมหน้าผาที่มีรูปร่างคล้ายเค้กแต่งงาน ซึ่งเป็นอีกจุดที่คนชอบมาเดินและถ่ายรูปกัน
แต่ถ้าอยากได้ hidden gem ที่ผูกกับชีวิตช่วงเรียนของผมมากที่สุดแห่งหนึ่ง ผมอยากแนะนำ La Perouse เพราะอยู่ไม่ไกลจาก UNSW เลย นั่งรถมาแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง
ช่วงที่เรียนอยู่ วันไหนเรียนเสร็จเร็วหรืออยากออกมารับลมทะเลโดยไม่ต้องวางแผนทริปใหญ่ ๆ ผมก็สามารถนั่งรถมาที่นี่ได้ ทำให้ La Perouse ค่อย ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งมุมของ Sydney ที่ผูกอยู่กับชีวิตในมหาวิทยาลัยของผม
นั่งรถเมล์ 390 จากมหาวิทยาลัยก็ถึงเลย
ที่นี่มีทั้งป้อมปราการเก่าและสะพานที่ทอดยาวออกไปจากเกาะ เป็นอีกหนึ่งมุมที่มีบรรยากาศแปลกตาและถ่ายรูปสวยมาก ๆ แถมบริเวณนี้ยังเคยเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Mission: Impossible 2 อีกด้วย
ถ้ามาช่วงเย็น La Perouse ก็เป็นหนึ่งในจุดที่ผมชอบสำหรับดู พระอาทิตย์ตก เพราะสามารถมองเห็นแสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ลับลงไปทางทะเล บรรยากาศค่อนข้างสงบและต่างจากชายหาดยอดนิยมในเมืองพอสมควร
หายากนะ จุดที่จะเห็นท้องฟ้าเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ทอดเป็นแนวยาว
แต่ถ้ามาตอนกลางวันก็ยังมีอะไรให้เดินต่อได้อีก จะเดินไปทาง Congwong Beach เพื่อหามุมนั่งเล่นริมทะเล หรือเดินต่อไปจนถึง Cape Banks ที่อยู่สุดแนวชายฝั่งก็ได้ ระหว่างทางจะได้เดินเลียบทะเล ผ่านทั้งต้นไม้ โขดหิน และทางเดินริมหน้าผา
ยิ่งเดินมาเหนื่อย ๆ แล้วได้มายืนรับลมตรงนี้ พอหันออกไปเห็นวิวทะเลกว้าง ๆ ก็รู้สึกว่าความเหนื่อยหายไปแทบหมดเลยครับ
ใครเบื่อที่เดิมแล้ว มาเดินเปลี่ยนบรรยากาศได้เรื่อย ๆ เลย
หรือถ้าอยากได้ทั้งป่า ภูเขา และทะเลในทริปเดียว ก็ต้องลอง Spit to Manly Walk หนึ่งใน walking trail ที่มีชื่อเสียงของ Sydney ระหว่างทางจะได้เดินลัดเลาะไปตามป่าและริมเขาพร้อมชมวิวทะเลไปเรื่อย ๆ ก่อนจะไปจบทริปที่ Manly Beach
เดินยาว ๆ 10 กิโล มาชมวิวทะเล สี Turquoise ตลอดทาง
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่ได้ชมทั้ง ภูเขาและทะเล ไปพร้อมกันเลย และแน่นอน ถ้าพูดถึง Sydney จะขาด ชายหาด ไปไม่ได้ เพราะที่นี่มีหาดทรายมากมายจนกลายเป็นหนึ่งใน highlights ของเมือง อย่าง Bondi Beach ที่มีชื่อเสียงและคึกคัก หรือ Manly Beach ที่มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมต่าง ๆ เรียกได้ว่ามาที่เดียวก็เที่ยวได้ทั้งวัน
|
|
||
หาด Manly Beach ที่เต็มไปด้วยของกิน ฟีลหัวหินบ้านเรา |
ถ้าอยากได้วิวแบบ iconic มากขึ้น ก็ลองไป Watsons Bay ที่มีทั้ง Hornby Lighthouse และ The Gap ซึ่งสามารถเดินเชื่อมต่อกันเป็นเส้นทางเดียวได้
ส่วนใครที่ชอบหาดเงียบ ๆ และอยากหลีกหนีจากความวุ่นวาย ก็ต้องลองมาทาง Northern Beaches ไม่ว่าจะเป็น Dee Why Beach, Collaroy Beach หรือ Mona Vale Beach ที่แต่ละแห่งก็มีเสน่ห์แตกต่างกันไป
ซ้าย (ประภาคาร Hornby Light House ตรงหน้าผาริมสุดของ Watsons Bay)
กลาง (เนินเขา Long Reef Headland ที่จะเห็นวิวทะเลพร้อมกับภาพวาดตกแต่งแบบพื้นเมือง)
ขวา (Mona Vale Beach หนึ่งในหาดที่เงียบสงบที่สุดใน Sydney)
และถ้าอยากเห็นวิวชายหาดแบบเต็ม ๆ ตา ก็สามารถขึ้นไปทาง Palm Beach เพราะเมื่อเดินขึ้นเขาไปแล้ว จะมองเห็นแนวชายหาดที่โค้งเว้าสวยงามจากมุมสูง เป็นอีกหนึ่งมุมที่แตกต่างจากภาพตึกสูงและย่านธุรกิจของ Sydney อย่างสิ้นเชิง
|
|
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Sydney มีความคล้ายภาคใต้ของบ้านเรา คือ ไม่ต้องเดินทางออกจากเมืองไปไกล ก็สามารถเจอทั้งป่า ภูเขา และทะเลได้ในเมืองเดียว
Sydney เหมือนประเทศไทยจริงไหม?
หลังจากได้เดินทางและใช้ชีวิตอยู่ใน Sydney กว่าสองปี ผมคิดว่าเมืองนี้อาจไม่ได้เหมือนประเทศไทยเสียทีเดียว แต่ยิ่งอยู่นาน เรากลับยิ่งมองเห็นความคุ้นเคยเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในหลายมุม จากภูเขาและอากาศเย็นแบบภาคเหนือ อาหารและวิถีชีวิตแบบอีสาน ความหลากหลายของกรุงเทพฯ ไปจนถึงป่า ภูเขา และทะเลแบบภาคใต้ ทำให้ Sydney เป็นเมืองที่มีอะไรให้ค้นหามากกว่าที่คิด
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ผมชอบที่สุดอาจไม่ใช่การหาว่า Sydney เหมือนภาคไหนของไทยที่สุด แต่คือการได้เห็นว่า เมืองหนึ่งเมืองสามารถมีความหลากหลายได้มากขนาดไหน
ตลอดสองปีที่ผ่านมา Sydney ไม่ได้เป็นเพียงเมืองที่ผมมาเรียน แต่ค่อย ๆ กลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีทั้งผู้คน สถานที่ และความทรงจำ จนรู้สึกเหมือนเป็นบ้านอีกแห่งหนึ่ง และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เวลาผมคิดถึง Sydney ผมไม่ได้คิดถึงแค่มหาวิทยาลัยหรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่คิดถึงภาพเล็ก ๆ เหล่านี้มากกว่า
ภูเขาในตอนเช้า ร้านอาหารริมถนน ผู้คนที่เดินผ่านกันไปมา เสียงรถไฟ ชายหาดในวันที่อากาศดี และสถานที่เล็ก ๆ ที่เคยทำให้ผมรู้สึกว่า Sydney เป็นบ้าน
ภาพ Sydney ในความทรงจำ ที่มีทั้ง แสงแดด น้ำตก หาดทราย ไปจนถึงร่องรอยต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างไว้
*รีวิวคอร์สเรียนเพิ่มเติมจากพี่พล อ่านได้ที่นี่