แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยค่ะ
Pon: ผมพลครับ เรียนจบจาก Master of Commerce (Extension) in Business Analytics ที่ UNSW Sydney

เหตุผลที่เลือกมาเรียนที่ออสเตรเลีย
Pon: ตอนแรกที่กำลังหาประเทศเรียนอยู่ ที่บ้านก็บอกว่าออสเตรเลียก็โอเคนะ เพราะว่ามันเป็นหลักสูตรที่เรียน 2 ปี ไม่ได้รวบตึงมาก ไม่เหมือนประเทศอื่นที่ส่วนใหญ่เค้าเรียนแค่ 1 ปีกัน แล้วออสเตรเลียก็เป็นประเทศที่อากาศค่อนข้างปลอดโปร่ง มีแดดจ้าตลอดทั้งปีเลย คือเหมือนกับพอไปแล้วมันไม่ค่อยเศร้า ถ้าไปที่ยุโรปบางทีฟ้ามันครึ้มเลย อีกอย่างหนึ่งคือ มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลียคุณภาพก็ดีเลยครับ UNSW Sydney ติด Top 20 ของโลกเลย แล้วก็ขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ของออสเตรเลีย* ด้วยครับปีนี้ เค้าประกาศตอนผมเรียนอยู่พอดีด้วย
*อ้างอิงจาก QS World University Rankings 2027
ใช้เวลาค้นหาหลักสูตรนานมั้ยคะ
Pon: จำได้ว่าเป็นเดือนอยู่เหมือนกันครับ คือตอนเรียนปริญญาตรี เรารู้ตัวว่าเราชอบเรียนวิชาอะไร อย่างตอนปริญญาตรี BBA ที่ธรรมศาสตร์ครับ เราก็ชอบเรียนเกี่ยวกับ Excel หรือ Data Visualization พวกนี้ครับ ก็เลยมาหาหลักสูตรที่มันคล้าย ๆ กันกับวิชาที่เราชอบเพื่อเรียนต่อเลยครับ
ตั้งแต่เริ่มหาคณะ จนถึงสมัครเรียน ใช้เวลานานเท่าไหร่คะ
Pon: จริง ๆ ตอนนั้นน่าจะเริ่มจาก IELTS ก่อนเลย เพราะว่าตอนนั้นเคยคุยกับพี่ Hands On พี่เค้าบอกว่าให้มีผล IELTS เรียบร้อยก่อนครับ พอจัดการเรื่อง IELTS เสร็จ รู้สึกจะเป็นเดือนมีนาคม น่าจะยื่นไปช่วงเดือนสองเดือนหลังจากนั้น จำได้ว่ารวมกระบวนการทุกอย่างแล้วประมาณ 4-5 เดือนครับ
พี่ Hands On ช่วยเหลือเรายังไงบ้างคะ 🍊
Pon: อันดับแรกก็ช่วยเรื่อง Visa ครับผม ช่วยดูเรื่องรายละเอียดของ Visa ว่าเราต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง เพราะว่าที่ออสเตรเลียเนี่ย ตัว Visa กับ ตม. เค้าค่อนข้างมีความซับซ้อน มีกฎเกณฑ์ที่ค่อนข้างเคี่ยวเลยครับ พี่เค้าจะบอกเลยว่าเราต้องเตรียมเอกสาร 1 2 3 4 ไป แล้วพอเราได้ดู List เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาหว่านแหครับ คือเราสามารถตั้งใจเตรียมเอกสารที่ควรจะต้องใช้ได้เลย
ส่วนเรื่องคอร์สเนี่ย พี่เค้าจะช่วยดูเรื่องคุณสมบัติปริญญาตรีของเราว่าเหมาะกับมหาวิทยาลัยไหนบ้าง เพราะยอมรับว่าก็มียื่นมหาวิทยาลัยอื่นในออสเตรเลียไปเหมือนกันครับ มีมหาวิทยาลัยนึงพี่เค้าก็จะบอกเลยว่า อันนี้จบไม่ตรงสาย ยื่นไม่ได้นะ ทีนี้ก็จะเหลืออยู่ประมาณ 2-3 ที่ที่พี่ Hands On บอกว่า โอเค มหาวิทยาลัย 2-3 ที่นี้เราเรียนได้ แล้วเราก็เอามาเทียบดูว่า มีเที่ยวบินบินตรงจากกรุงเทพฯนะ อันดับ Rank และชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยก็โอเค เราก็เลยเลือกที่ UNSW นี่แหละครับ อีกอย่างที่พี่เค้าช่วยเหลือคือช่วยจองหอในของหอพักนักเรียนให้ อันนี้ลืมพูดเลย สำคัญมาก (หัวเราะ)
เคยได้มาเข้าร่วมกิจกรรมของ Hands On บ้างมั้ย
Pon: ผมเคยไปงาน Business School ครับ แล้วก็เคยมาเรื่องของ Visa บ้าง ส่วนมากที่มาก็จะเป็นสมัยที่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเรียนที่ออสเตรเลียครับ ตอนนั้นที่ Hands On มีข้อมูลรวม ๆ ของประเทศอื่น ให้เราเลือกว่าจะเอาอันไหนดี แล้วก็ได้มาอีกทีตอนปฐมนิเทศก่อนบินเลยครับ ตอนนั้นผมได้ Adapter ด้วยครับ (หัวเราะ)
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ UNSW Sydney ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิว Master of Commerce (Extension) in Business Analytics ที่ UNSW 📚
Pon: อย่างวิชา Business Analytics ก็เรียนการใช้ App ต่าง ๆ ครับ แบบพวก Power BI, SAS (Statistical Analysis System) อะไรพวกนี้ครับ เป็นการเอาข้อมูลต่าง ๆ มาวิเคราะห์ แล้วก็มีงานกลุ่มให้ทำ
อีกวิชานึงจะเป็น Risk Management จะเรียนเป็น Theory หน่อย วิชานี้ไม่มีงานกลุ่ม แต่ว่าต้องเอา Sheet ที่ทำเดี่ยวไป Discuss กับ Tutor ทุกอาทิตย์ครับ เค้าก็จะให้โจทย์เรามาชัดเจนว่า เราต้องวาดกราฟอย่างนั้นอย่างนี้ ความเสี่ยงแบบนี้เข้า Theory ไหน แล้วก็ให้เราเสนอวิธีแก้ครับ
ส่วนอีกวิชานึงที่ค่อนข้างน่าสนใจจะเป็นหลักสูตรที่เป็นสายลงมือปฏิบัติครับ อันนี้คือของ Business School รวม ๆ เลย ก็จะมีพาไปฝึกงาน อย่างผมเองก็ได้ไปทั้งบริษัท Start Up ในออสเตรเลีย แล้วก็ช่วง Summer ที่ผ่านมา เค้าก็มีพาไปฝึกงานที่ฮ่องกงด้วยครับ
คอร์สที่เราเรียน มี assignment อะไรบ้าง
Pon: ตัวคอร์สต้องยอมรับว่าบางวิชาก็อาจจะเน้นงานกลุ่ม อย่าง Business Analytics ส่วนมากก็จะเน้นงานกลุ่มครับ ส่วนพวก Risk Management หรือ Finance ก็จะเน้นเรื่องการแก้ปัญหา เน้นการสอบ เป็นงานเดี่ยวที่เราต้องแก้ปัญหา มี Quiz ที่ต้องไปทำทุก Week ครับ รายละเอียดก็จะแตกต่างกัน มีทั้ง Quiz ทั้งสอบ ทั้งงานกลุ่มและงานเดี่ยวเลยครับ
Project จบของเราเป็นยังไง
Pon: เอาจริง ๆ Business School เค้าก็ไม่ได้ตีเป็น Project จบตรง ๆ นะครับ แต่เค้าจะมีให้สะสมแต้ม เรียกว่า M.Com Point ครับ ถ้าเป็น ป.ตรี จะเรียก B.Com อันนี้เหมือนกับว่าเราจะต้องไปเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็น Networking ของมหาวิทยาลัย เช่น เราไปร่วมกิจกรรมของ Career Mentoring Program ซึ่งจะสอนทั้งการ Networking สอนการทำ Resume สอนการยื่นสมัครงานของทางออสเตรเลีย Networking ก็คือเป็นการไปคุยกับพวก CEO ก็จะมีโต๊ะมาให้นั่งคุย เราก็จะได้ไปพูดคุยกับเค้าครับ นอกจากนั้นก็จะมี Online Course มาให้ฟังเพิ่ม มีสัมมนาเป็น Workshop ถ้าเราสมัครเข้าร่วมเราก็จะได้คะแนน 100 คะแนน สำหรับคะแนนก็คือ ถ้าเราได้ 100 แต้ม ก็จะถือว่าจบได้ครับ แต่ถ้าคะแนนเราเกิน 100 แต้ม ก็จะมีของกำนัลให้แลก อย่างผมก็แลกได้เกมเศรษฐี กระติกน้ำ พัด เยอะอยู่ครับ เค้ามีแรงจูงใจให้เราต้องขวนขวายทำกิจกรรมเพิ่มครับ ที่ UNSW Sydney ก็ถือว่าค่อนข้างกระตุ้นให้เด็ก Active มาก ๆ เลย
กลับมาที่บรรยากาศในชั้นเรียนบ้าง แต่ละคลาสของเราเป็นยังไงบ้างคะ
Pon: ผมว่ามันมีหลายปัจจัยนะครับ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ Tutor เป็นหลัก คือ Tutor บางคนก็สามารถทำให้เราโฟกัสกับการสอนได้อย่างเต็มที่ มีการทวนคำตอบให้ ทำให้เราสามารถฟังเนื้อหาได้โดยไม่หลุดไปไหนครับ แล้วเค้าก็จะสร้างแรงจูงใจที่ทำให้เด็กอยากตอบคำถาม เช่น เค้าจะมี Participation Point ครับ เหมือนเทอมนึงจะต้องมีอย่างน้อย 10 แต้ม แต่ถ้ามีแต้มเกินจากนั้นก็จะบวกเป็น Point ให้ในเกรดจริง ๆ ไปเลย เป็นการกระตุ้นให้เด็ก Active มากขึ้น ส่วนคะแนนผมก็มีตอบทุกสัปดาห์ ผมอ่าน Sheet เก็งมาก่อนล่วงหน้าแล้วว่าตรงนี้ต้องตอบข้อนี้นะ (หัวเราะ)
เพื่อนในชั้นเรียนเป็นยังไงคะ มีคนเชื้อชาติอะไรกันบ้าง
Pon: โห… ถ้าตอบว่าไม่ค่อยหลากหลายนี่ต้อง Censor มั้ยเนี่ย (หัวเราะ) คือมีคนจีนประมาณ 80% เลยครับ รองลงมาจะเป็นคนอินเดียอีกประมาณ 10% ที่เหลือก็จะเป็นคนเชื้อชาติอื่น ๆ ปะปนกันไปครับ มีไทย มี ASEAN มาเลเซีย สิงคโปร์ คนที่มาจากยุโรปก็มีครับ หลายประเทศเลย มีทั้งมาเรียนแลกเปลี่ยนแล้วก็เรียนแบบจริงจัง 2 ปี ซึ่งบางทีกลายเป็นว่า เราชอบระบบที่มหาวิทยาลัยจับกลุ่มให้มากกว่า เพราะตอนที่เค้าจับกลุ่มให้เค้าจะคละเชื้อชาติให้เลย แต่ถ้าจับกันเองส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยหลากหลาย สมมติกลุ่ม 5 คน ก็จะเป็นคนจีน 4 คน คนไทย 1 คน เลยครับ
ในคอร์สเราก็คือมีคนไทยอยู่บ้างใช่มั้ย
Pon: จริง ๆ Business School ก็มีคนไทยไม่น้อยนะครับ แต่ถ้าเป็นในคลาสเลยอาจจะเจอคนไทยอยู่แค่ไม่กี่คน มันอยู่ที่ Major แล้วก็อยู่ที่กลุ่มด้วยครับ เพราะบางทีผมเห็นคนไทยเค้าก็ตั้งใจลงเรียนวิชาพร้อมกัน Section เดียวกัน คือเหมือนเราเรียนคนละ Major กับเค้าด้วย เราก็จะวางแผนอะไรตามเค้าไม่ได้ (หัวเราะ)
แล้วเพื่อน ๆ ของเราเป็นคนเชื้อชาติอะไรกันบ้าง
Pon: ส่วนมากผมจะได้เพื่อนจากกิจกรรมครับ กิจกรรมส่วนมากก็จะมีคน Local ค่อนข้างเยอะเลย Local แบบ Asian-Australian บางทีพ่อแม่เป็นคนจีน คนเวียดนาม แต่รุ่นลูกมาเกิดที่ออสเตรเลียครับ คน Local ที่ UNSW ก็เลยจะมีเยอะมาก เราไปเข้าชมรมก็เลยจะได้เพื่อนจากกิจกรรมพวกนี้เยอะ แล้วก็มีเพื่อนที่เป็นคนอินเดียบ้าง มีคนจีน คนฮ่องกง คนไต้หวันสลับ ๆ กันไป เพราะว่าชมรมที่เราไปอยู่มันเป็นชมรมแบบ International ก็เลยจะได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศหน่อยครับ
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ UNSW Sydney ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
โอกาสในการไปฝึกงานที่ UNSW Sydney มอบให้เรา เป็นไปตามที่คิดมั้ย 💼
Pon: ถ้าเป็นเรื่องโอกาสตรงนี้ผมชอบมากครับ เพราะนอกจากที่ฮ่องกงก็มีไปฝึกงานที่บริษัท Start Up ในออสเตรเลีย อันนี้คือทั้งเทอมเลยครับ ก็จะมีอาทิตย์นึงที่ทำงานกลุ่ม Discuss กันในห้องครับ แล้วอีกวันก็จะไปที่ออฟฟิศของเค้าในเมือง ได้ไปคุยกับ CEO ของเค้าเลย เรามองว่า UNSW ถือว่ามี Connection ที่ค่อนข้างแข็งแรงเลยครับ สามารถดีลกับ Start Up หรือบริษัทที่มี Potential มาติวให้เด็กได้
รีวิวการฝึกงานที่ฮ่องกงให้ฟังหน่อย
Pon: ตอนนั้นรวม ๆ แล้วที่ได้ไปฝึกงานที่ฮ่องกงประมาณ 3 อาทิตย์ แต่ว่าถ้าเอาแค่การทำงานก็ประมาณ 2 อาทิตย์ครับ Project ที่ไปก็เป็นบริษัทใหญ่อยู่ครับ บริษัทเค้าชื่อ Howden เป็นบริษัทที่ทำพวก Cyber Security เค้าก็จะให้โจทย์มาว่า เค้าอยากขยับขยายตลาดไป ASEAN ซึ่งในกลุ่มก็จะมี 5 คน ให้แต่ละคนรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง พอดีมันมีเรื่อง EV ในประเทศไทยอยู่แล้ว ผมก็เลยโอเค ทำตรงนี้เลย สิ่งที่เราได้เรียนรู้ก็คือเรื่อง Culture การทำงานของเค้าว่ามันเป็นยังไง คนฮ่องกงกับคนออสเตรเลียมองตลาดในประเทศไทยต่างกันยังไง ผมว่า Culture ในออฟฟิศของทางฮ่องกงมันค่อนข้างเปิดโลกเลยครับ เพราะเราได้ไปอยู่ในออฟฟิศเลย เค้ามีห้องให้ มีเครื่องดื่มให้เราหยิบได้ เราก็นั่งอยู่ในนั้นครับ แล้วก็มีโอกาสพูดคุยทำงานแบบมี Mentor ที่เป็นคนฮ่องกงจริง ๆ
ตอนไปฝึกงานที่ฮ่องกง เราต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมมั้ย
Pon: ส่วนนี้เราต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะอยู่ครับ เพราะว่ามีค่าโรงแรมด้วย ตั๋วเครื่องบินต้องออกเอง แต่เรื่องค่าโรงแรมผมเคยเอาราคาไปเทียบอยู่ค่าใช้จ่ายมันก็น้อยกว่านะครับ เหมือนทางมหาวิทยาลัยเค้าช่วยให้เราจองในราคามันถูกลงด้วยครับ
ได้ค่าตอบแทนจากการฝึกงานในบริษัทมั้ย
Pon: พูดตรง ๆ ว่าไม่มีครับ (หัวเราะ) แต่มันได้ Portfolio ใส่ LinkedIn มาครับ
เล่าประสบการณ์ฝึกงานกับบริษัทที่ออสเตรเลียให้ฟังหน่อย
Pon: พาร์ทที่ผมได้ทำจะเป็น Product Development คล้าย ๆ การทำ Solution ครับ อย่างเช่นเรื่อง AI จริง ๆ ก็เป็นทีม Performance AI คือเหมือนกับการพิมพ์ Google LRM ครับ ที่มันจะ Detect เวลาเราคุยกันแล้วมันจะช่วยประมวลผลให้ อันนี้คือสิ่งที่เค้าทำอยู่ครับ ตอนแรกเค้าดีลกับภาครัฐของออสเตรเลียอยู่ แต่ทีนี้เค้าบอกว่า Start Up อยากจะขยายมาที่ภาคเอกชนบ้าง เค้าต้องทำยังไง ผมก็เลยเสนอ Solution ไป ซึ่ง Solution ของผมก็ประมาณว่า ให้แบ่งตามจำนวน Site ของคนในบริษัท สมมติไม่เกิน 50 คน หรือ 50 คนขึ้นไป หรือว่ามีบริษัทที่ต้องการจะซื้อ Complete Product ไปเลย ก็จะไปช่วยแก้ไขแต่ละปัญหา เช่น บางคนซื้อ Package ใหญ่ ก็จะทำให้สามารถคุยกันข้ามทีมได้ สมมติมี Finance Team กับ Marketing Team ก็สามารถใช้ App ตัวเดียวกันคุยกันได้เลย ก็คือเป็นการช่วย Brief Pain point ของแต่ละฝั่งไม่ให้เกิดความขัดแย้งเวลาต้องคุยกันตรง ๆ ครับ
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ UNSW Sydney ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิว UNSW Sydney 🎓
Pon: Study Room ของที่นี่ นอกจากที่ห้องสมุดก็จะกระจายอยู่ตามตึกต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย UNSW ครับ แต่เสียอย่างเดียวก็คือ ส่วนมากจะปิดภายใน 4 ทุ่มครับ มีอยู่แค่ที่เดียวที่เปิด 24 ชั่วโมง ส่วน Gym รู้สึกว่าโอเคนะครับ แต่ค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูงนิดนึง เราก็เลยไม่ได้ไปสมัคร แล้วก็ที่นี่ถ้ามีกิจกรรม มี Trivia ถ้าเราเข้าไป Join เราก็จะได้ของกินฟรีจากชมรมนั้น ทำให้เรามีโอกาสไป Join ได้หลาย ๆ ชมรมครับ ส่วนพื้นที่ส่วนกลาง เค้าก็มี Bar ในมหาวิทยาลัย บางทีก็จะมี Party มีเลี้ยงฉลอง ก็จะมี Bar อยู่ตรงข้างหลังมหาวิทยาลัยครับ
มหาวิทยาลัยมีกิจกรรมแจกของกินฟรีหรือ Food Truck ให้มั้ย
Pon: ที่นี่เค้าจะเรียกเป็น Food Hub ครับ เหมือนเราต้องไปต่อคิว ซึ่งคิวค่อนข้างยาว เราต้องไปต่อคิวเพื่อไปเอาผักสด ผลไม้สด ซึ่งส่วนมากจะเป็นอาหารที่ต้องเอามาทำกับข้าวเอง ตอนแรกยังต้องไปต่อคิว แต่ช่วงหลังดีหน่อยตรงที่สามารถสั่งผ่านตู้ได้ คือเค้าจะส่ง Email ที่มีรหัสมาให้ เนื้อหาก็จะบอกว่า โอเค ของของคุณอยู่ในตู้กดรหัสตู้นี้นะ ถ้าไปกดรหัส 6 ตัวปุ๊บ ตู้ที่เป็นของเราก็จะเปิดออกมา จากนั้นเราก็สามารถไปเอาของได้เลย พวกกิจกรรมแจกอาหารก็มีเยอะครับ มี Food Hub แจกเป็นพวกของสด ผักผลไม้ เส้นสปาเก็ตตี้สด ๆ แล้วก็มีพวกซอสให้เรามาทำกับข้าวเอง มี Checkpoint ที่แจกพวกธัญพืช เป็น Breakfast ให้เรากินฟรีตอนเช้าครับ ชมรมต่าง ๆ ก็จะชอบมีเลี้ยงบาร์บีคิวเพื่อเป็นการ PR ชมรม เพราะว่าทางมหาวิทยาลัยเค้าจะมีงบให้ชมรม เราก็เลยได้กินเรื่อย ๆ ครับ (หัวเราะ)
ได้ร่วมกิจกรรมอะไรกับมหาวิทยาลัยบ้าง
Pon: ได้มีโอกาสเป็น Vice President of Marketing ของ ชมรม UNSW Postgraduate Business Society ครับ ซึ่งมีโอกาสให้เราหลายๆอย่างเช่น การฝึกทำ Canva reels เกี่ยวกับ events ที่จะเกิดขึ้น มีโอกาส สัมภาษณ์ คัดเลือกลูกทีม แล้วก็เป็นฝ่าย Middle management ที่ต้องฟังความต้องการของ President ด้วยครับ อีกอันก็คือ มีโอกาสเป็น volunteer ของ events ระดับโลกอย่าง Sydney marathon ที่ได้เชียร์นักวิ่งและเจอนักวิ่งระดับโลกติดขอบสนามด้วยครับ ซึ่งสมัครผ่านชมรมวิ่งของมหาวิทยาลัย แล้วเหมือนทางงานเขาจะมีโควตา volunteer ให้กับมหาวิทยาลัยด้วยครับ
ชมรมที่เราไปเข้าร่วมเป็นชมรมอะไร
Pon: มีเยอะอยู่ครับ บางทีก็ไปวิ่ง ก็คือก็ชมรมวิ่งเลยครับ มีกิจกรรมนึงดีมาก เรียกว่า Culture Cafe ก็จะเกี่ยวกับการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ เช่น บาง Week ก็จะเป็นฟิลิปปินส์ บาง Week เป็นเกาหลี เนปาล เวียดนาม อินเดีย สลับกันไปครับ ซึ่งกิจกรรมก็จะมีตั้งแต่การตอบคำถาม ให้ไปเล่นการละเล่นของเค้า เต้นตามเพลง มีอาหารที่เป็นอาหารประจำชาติให้เราได้ลองกิน ก็จะมีเพื่อนหลากหลายมาจากตรงนี้เลยครับ แล้วก็เราทำพวกจิตอาสาเยอะ เป็น Volunteer ก็จะเป็นชมรมที่คอยแจกอาหารเช้าให้เพื่อน เพราะบางคนเค้า Breakfast มาง่วง ๆ งี้ครับ
แล้วได้ไปอีเวนต์หรือกิจกรรมอื่นของมหาวิทยาลัยมั้ย
Pon: ตัวกิจกรรมใน UNSW จะขึ้นต้นว่า Arc เกือบทั้งหมด เพราะ Arc มันเหมือนกับเป็นสมาคมนักศึกษาของที่ UNSW ครับ ส่วนตัวก็มีไป Arc Goes To ซึ่งจะเป็นชมรมที่พานักศึกษาไปเที่ยวตาม Event สำคัญ ๆ ของ Sydney ผมเคยไป Royal Easter Show ครับ เป็นเทศกาลฉลอง Easter มีสวนสนุก มีโชว์สัตว์ มีโชว์ประมูลนู่นนี่ ปกติถ้าไปกับโครงการก็จะได้ตั๋วที่ลดราคา แต่พอเราไปแบบเป็นอาสาสมัคร ก็กลายเป็นว่าเราได้เข้าฟรีครับ
หอพักมหาวิทยาลัยที่เราอยู่เป็นยังไง
Pon: ตลอด 2 ปีคืออยู่ที่หอพักนักเรียนตั้งแต่ต้นจนจบเลย แล้วด้วยความที่เราอยู่หอพักนักเรียน มันทำให้เราได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมเยอะมาก ไม่ว่าจะตอนเช้าตรู่หรือตอนกลางคืน อย่างกิจกรรมตอนเช้ามันก็จะมีแจกอาหาร พวกข้าวต้ม ข้าวโอ้ต Granola Bar Berry เราก็จะได้เพื่อนจากตรงนี้ด้วย
มีความประทับใจอะไรเกี่ยวกับ UNSW ที่อยากแชร์เผื่อคนที่สนใจไปเรียนบ้างมั้ย
Pon: ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีมากกว่า 300 ชมรมครับ เรานึกอยากจะเข้าชมรมอะไรก็ไปเข้าได้เลย แล้วคนที่นี่ก็ค่อนข้างต้อนรับเราสามารถไปเข้าชมรมได้ทันที ถึงเราจะไม่ได้รู้จักกับคนข้างใน ไม่ได้รู้จักใครมาก่อน แต่ว่าขอแค่มีความสนใจในชมรม เราก็สมัครเข้าได้เลย อย่างเช่นพวกเกมคอม เราก็ไม่ได้มาเล่นนานแล้วไง สนิมเขรอะหมด แต่พอเค้าจัดงานเล่นเกม เราก็ได้ไปลองกด ๆ ดูมานิดหน่อยให้ระลึกถึงวัยเด็ก (หัวเราะ) ชมรมเต้นก็มี หรือจะเป็นชมรมเล่นกิจกรรม Outdoor ไปเลย อย่างผมเคยไปกับชมรม Adventure Society ผมเคยไปเล่นสกีกับเค้าด้วย ถ้าเราไปกับ Society ส่วนลดก็ถือว่าค่อนข้างเยอะเลยครับถ้าเทียบกับการไปกันเอง เพราะเหมือนเค้าจะช่วยจัดการเรื่องที่พัก โรงแรม อาหารการกิน แล้วก็จัดการเรื่องอุปกรณ์ให้หมดเลยครับ อย่างเช่นสกีเนี่ย ผมไป 4 วัน 3 คืน แต่พอไปถามเพื่อนที่เค้าไปกันเอง ในราคาที่เท่ากัน เพื่อนไปได้แค่ 3 วัน 2 คืนครับ คือเหมือนบวกอีก 1 วันเพิ่มเข้ามาเลย หรืออย่างรถไฟ เราชอบรถไฟมาก เค้าก็พาเราไปถึงมิวเซียมรถไฟที่อยู่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง ซึ่งเราจ่ายแค่ครึ่งราคาของราคาตั๋วจริง เราได้นั่งรถไฟหัวรถจักรไอน้ำ รถไฟโทมัส ไปนั่งมาประมาณชั่วโมงนึง ถือว่าคุ้มอยู่ครับ มหาวิทยาลัยช่วยเยอะเลย (ยิ้ม)
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ UNSW Sydney ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิวเมือง Sydney 🇦🇺
Pon: คือ Sydney มันเป็นเมืองที่ค่อนข้าง Active ครับ มีสังคมสูง เป็นเมืองที่เราสามารถหาเพื่อน หา Club เพื่อเข้าร่วมได้ตลอด ทำให้เราเหมือนมีไฟกับการเรียนอยู่ตลอดเวลาด้วย (ยิ้ม) เพราะวันที่เราว่างจากการเรียน เราก็ไปหาเพื่อน ไปเข้าชมรมนู่นนี่ ผมเองก็ไปวิ่งบ้าง ได้ไปทำกิจกรรมหลายอย่างเลยครับ
เราได้ไปเที่ยวเมืองอื่นมาบ้างมั้ยคะ
Pon: โอโห เยอะมากครับ พี่คงต้องกันเวลาไว้ให้ผมเล่าเพิ่มอีกชั่วโมงแล้วล่ะ (หัวเราะ) เพราะที่ Sydney เนี่ย เป็นเมืองที่แบบ ผมพูดเลยนะ มันเหมือนย่อประเทศไทย 4 ภาคเข้ามาอยู่ในเมืองเดียว อย่างเช่น ถ้าเราอยากได้อากาศเย็น ๆ ก็นั่งรถไฟไป Blue Mountain ได้ แค่ประมาณ 2 ชั่วโมงเอง หรือถ้าอยากได้ฟีลป่าดิบชื้นร้อน ๆ ก็ลงใต้ไป Royal National Park ซึ่งเป็นอุทยานที่มีที่ให้เดินเยอะมากครับ อีกอย่างคือที่ Sydney เนี่ยจะมี Beach เกือบทุก Area เลยครับ ไม่ใช่แค่ Bondi Beach หรือว่า Coogee Beach ที่อยู่ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย ถัดจาก UNSW ไปก็จะมีรัฐ La Perouse ที่จะเป็นสถานที่สำหรับดูพระอาทิตย์ตก มันจะมีป้อม มีสะพานยื่นไปสู่ทะเล สวยมากครับ มีจุดที่สามารถชม Sunset หลายจุด สามารถดูได้ทั่วเมืองเลย แล้วก็สมมติถ้าไปไกล ๆ หน่อย 3 ชั่วโมง ก็จะไปเมือง Newcastle ได้ หรือว่าจะลงทางใต้ไปเมืองชายทะเล Kiama และ Gerringong นี่ก็สวยมากครับ ที่ Newcastle ก็จะเป็นเมืองตากอากาศ คล้าย ๆ หัวหิน แถวนั้นมีอาหาร Italian มีเมนู Fish and Chips ค่อนข้างน่ากินครับ ส่วนทางใต้นี่วิวสวยมาก ที่เมือง Kiama ไปปุ๊บมีน้ำพุ Splash ส่วนเมือง Gerringong ก็จะไปนั่งดูอ่าวครับ อ่าวโค้ง ๆ สวยมาก อีกอย่างนึงคือ ถ้าใครเป็นสายหาของกิน มาที่ Sydney สนุกแน่ครับ มีโซนเวียดนาม โซนญี่ปุ่น โซนอินเดีย โซนเกาหลี โซนไทย และโซนจีน ที่ที่เป็นโซนคาเฟ่ก็มี Sydney แต่ละจุดนี่มันน่าไปมากเลย คือแต่ละจุดมันก็จะมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนกัน บางย่านตกแต่งเป็น China Town ตกแต่งแสงสีเหมือนเยาวราชเป๊ะ แต่ไม่ได้อยู่ในเมือง
ความเป็นอยู่กับการเดินทางในเมืองเป็นยังไง
Pon: สะดวกมากครับ มีครบทั้งรถราง รถไฟ แล้วก็มีรถไฟใต้ดิน ยิ่งรถไฟใต้ดินที่ไม่มีคนขับนี่มันเร็วมากครับ แล้วรถไฟที่ Sydney มันปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ ด้วย รถไฟล่าสุดถ้าเป็นสายที่ไปไกล อย่างไป Blue Mountain ขึ้นเหนือลงใต้เป็นชั่วโมง เค้าก็จะมีห้องน้ำในตัว มีที่ชาร์จให้ด้วย เหมือนอยู่บนเครื่องบินเลย Service ครบเลยครับ
แล้วค่าใช้จ่ายใน Sydney แพงมั้ย
Pon: ก็ยอมรับว่าสูงครับ แต่ว่าเราใช้วิธีแบบว่า ถ้าเราไป Join Activity ในมหาวิทยาลัยหรือทำกับข้าวกินเอง มันก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้เยอะ บางทีพวกชมรมเค้าก็มีแจกอาหาร มีเลี้ยงอาหารบ้าง แค่ของแจกก็กินจนอิ่มแล้ว เราก็ไม่ต้องหาอะไรกินต่อ แต่สุดท้ายก็มีที่เรายังต้องซื้อ ก็คือพวกนม ผลไม้ หรือบางทีก็ต้องซื้อข้าวมาหุงเอง คือยังไงก็ต้องทำอยู่อะครับ
ฝากอะไรถึงน้อง ๆ ที่อยากมาเรียนที่ UNSW หน่อย ☀️
Pon: ที่อยากฝากก็คือ เวลาที่อยากเข้าชมรมไหน พอเข้าไปปุ๊บ ก็เข้าไปคุยและสอบถามได้เลย เพราะว่าคนในชมรมค่อนข้าง Open เค้ายินดีที่จะได้พูดคุยกับทุกคน ไม่จำเป็นต้องไปคิดว่า ไม่มีคนไทยเลย จะเข้าดีมั้ย คือเรื่องแบบนี้ไม่ต้องคิดเลยครับ เพราะคนในนั้นเค้าต้อนรับอยู่แล้ว ขอแค่เรามีความสนใจคล้าย ๆ กันก็พอ เค้าก็จะเปิดรับเราเสมอ อีกอย่างนึงคือที่ Sydney เนี่ย มันมีเสน่ห์มากกว่าอยู่ในเมือง ทั้งธรรมชาติแล้วก็แหล่งหาของกิน แหล่ง Culture อะครับ ถ้าเราลองไปเดินสำรวจนอกเมืองดูสักหน่อย เราก็จะเจอสิ่งที่เราไม่เคยเห็นในเมืองแน่ ๆ อยู่กระจัดกระจายอยู่รอบเมืองเลยครับ ค่อนข้างน่าไปมาก ๆ



















