แนะนำตัวให้รู้จักหน่อยค่ะ
Wim: วิมนะครับ เรียน Master of Laws หรือ LLM ที่ ก.ต. รับรองที่ The University of Melbourne (UniMelb) ครับ
ทำไมถึงเลือกเรียนต่อ Master of Laws ที่มหาวิทยาลัยนี้
Wim: จริง ๆ แล้วผมเรียนปริญญาตรีจบที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วก็เรียนเนติบัณฑิต คือตอนนั้นพวกสายกฎหมายที่เขาอยากจะมาสอบผู้พิพากษาหรืออัยการจะมีหลายสนามอย่างที่ทุกคนทราบนะครับ ผมเองก็อยากจะสอบสนามจิ๋ว แต่คุณสมบัติคือต้องเรียนจบปริญญาโทด้านกฎหมาย 2 ใบจากต่างประเทศ ซึ่งจะต้องมี 1 ใบที่เป็นใบทั่วไปและอีก 1 ใบเป็นใบเฉพาะทาง ซึ่งถ้าน้อง ๆ คนไหนสนใจจะไปเรียนก็ไปดูได้ตามเว็บไซต์ว่าสาขาไหนที่ ก.ต. เขารับรองบ้าง
แต่ว่าเหตุผลจริง ๆ อีกอย่างหนึ่งที่ว่าทำไมปกติคนไปเรียนปริญญาโทกฎหมายส่วนมากเขาจะอยู่ที่เดิมกันใช่มั้ย เช่น อยู่อังกฤษก็เรียนที่อังกฤษ 2 ใบ เรียนออสเตรเลียหรืออเมริกาก็เรียน 2 ใบกันไปเลย แต่ตอนนั้นผมมีความคิดนะว่าถ้าเราเรียนกฎหมายจากประเทศหนึ่งหรือทวีปหนึ่งมันก็จะมีระบบกฎหมายกับชุดความคิดของเขา การที่เราเรียนซ้ำบางทีมันก็อาจจะต้องเรียนสิ่งเดิมแม้ว่ามันจะเปลี่ยนสาขา เราก็เลยคิดว่าอยากจะลองย้ายทวีปดู เรียน 2 ใบก็คิดว่าใบแรกก็อยากจะเรียนระบบกฎหมายของประเทศหนึ่งและอีกใบก็ไปเรียนอีกประเทศหนึ่ง ตัวเลือกที่น่าสนใจก็จะมีอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา 4 ที่ เพราะใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าตอนนั้นเราไม่ได้ภาษาฝรั่งเศสหรือเยอรมัน เราก็ต้องมาเรียนของระบบนี้แหละ ซึ่งเป็นระบบ Common Law หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี
ตอนนั้นที่เลือกออสเตรเลียเพราะผมมองว่าตัวระบบกฎหมายน่าสนใจตรงที่ระบบกฎหมายของออสเตรเลียได้รับอิทธิพลมาจากสหราชอาณาจักร เราเรียนต้นทางที่อังกฤษแล้ว การไปเรียนในระบบประเทศอื่นโดยเฉพาะออสเตรเลีย พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่มีความกดดันทางการเมืองมันเลยน่าสนใจ เพราะว่าระบบกฎหมายคล้ายกัน และเศรษฐกิจของออสเตรเลียที่ได้อิทธิพลมาจากเอเชียหรือเอเชีย-แปซิฟิกเนี่ย จะ Shape กฎหมายให้เป็นยังไง สอดคล้องกับบรรยากาศในภูมิภาคนี้ยังไง อะไรแบบนี้ครับ เราก็เลยเลือกเป็นที่ออสเตรเลีย ทีนี้ปริญญาโทใบแรกของผมเรียน Intellectual Property Law LLM กับ Queen Mary University of London ที่อังกฤษ ตอนนั้นผมก็ลองถามเพื่อน ๆ ที่เรียนต่อ ได้ข้อมูลมาว่า The University of Melbourne มีโรงเรียนกฎหมายที่ถือว่า Ranking ดีมากของโลก
การเตรียมตัวสมัครเรียนกฎหมายใบที่สองยากมั้ย
Wim: ถ้าถามถึงเรื่องการเตรียมตัว พอเราจะเรียนใบที่สองก็เลยตั้งใจที่จะทำเกรดหน่อย ตอนนั้นยื่นเกรดจากใบแรกที่อังกฤษไปเพื่อที่จะเข้า The University of Melbourne และทางพี่ ๆ Hands On ตอนนั้นจำได้ว่าช่วยเยอะ เพราะว่าผมมีเวลาน้อยมากจริง ๆ จากใบแรกที่อังกฤษและใบที่สอง ที่จะย้ายทวีปมา มันมีรอยต่อที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญนิดหนึ่ง เช่น พวกยื่นเอกสารอะไรแบบนี้ครับ อันนี้เป็นส่วนหนึ่งว่าทำไมถึงได้ไปเรียน
ใช้เวลานานมั้ย ในการเตรียมตัวและสมัครเรียนต่อออสเตรเลียกับ Hands On
Wim: จริง ๆ Hands On ช่วยเยอะครับ ตอนนั้นผมจำได้ว่าเกรดเทอมสุดท้ายที่อังกฤษของผมยังไม่ออก แต่ต้องยื่นที่ออสเตรเลียแล้ว คือต้องเล่าแบบนี้ว่าออสเตรเลียเปิดเทอมเดือนกุมภาพันธ์ ตอนที่ผมไปเรียนที่อังกฤษมันเป็นช่วงยุคโควิด ดังนั้นมันก็จะไม่ใช่รอบ September ต่อ September ปกติ ของเราก็จะเป็นสมัครรอบ January เลย เท่ากับผมจะมีเวลาแค่ 1 เดือนในการยื่นเอกสาร แล้วก็จัดการเรื่องหอพัก ซึ่งมันเป็นการย้ายทวีปด้วย (หัวเราะ)
แปลว่าเราต้องสมัครตั้งแต่ยังเรียนไม่จบเลย
Wim: ใช่ครับ ตอนนั้นพี่ ๆ Hands On ก็มีการขอเอกสาร ขอเกรด โดยแนะนำว่าต้องมีการขอใบ Highly Likely Letter นะ มันไม่ใช่ใบจบแต่ว่าเป็นใบที่เหมือนว่าให้ทางมหาวิทยาลัยต้นทางที่อังกฤษยืนยันว่าเด็กคนนี้สามารถที่จะจบได้ด้วยเกรดประมาณนี้ ซึ่งมันก็มีเอกสารหลายอย่างที่ผมไม่รู้ว่าถ้าเราทำเองเราจะทำยังไง และตอนนั้นพี่ Hands On ก็ช่วยมาก แล้วที่ประทับใจที่สุดคือหอพักเต็มแล้วในตอนนั้น แต่พี่เขาก็สู้จนสุดชีวิตกว่าจะได้หอพักมา ถ้าไปจองเองก็คงไม่ได้ง่าย ๆ
ช่วงที่เรียนอยู่อังกฤษ เราติดต่อและรู้จัก Hands On ได้ยังไง
Wim: คือตอนนั้นที่ไป Melbourne Law School ก็จะมีนักเรียนไทยที่จบจุฬาฯ เหมือนกันแต่ก็ไม่มาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนทุนของรัฐบาลและของศาลปกครอง แล้วมีคนหนึ่งที่เขาเคยยื่นเรียนผ่าน Hands On มาก่อน ตอนนั้นก็ปากต่อปากว่าถ้าจะยื่นมหาวิทยาลัยนี้ของเมลเบิร์น Hands On น่าจะตอบโจทย์มาก เพราะว่าตอนนั้น The University of Melbourne ในยุคผมน่าจะคัดเลือกนานนะ รอ 5-6 เดือนเลย แต่ว่าก็ให้พี่ ๆ Hands On ช่วยจัดตารางเวลาว่ายื่นตอนช่วงไหน ตอนไหน ถึงจะได้แล้วก็ได้ตามนั้นครับ (ยิ้ม)
คุยกับพี่ Hands On แบบข้ามประเทศ ติดปัญหาอะไรมั้ย
Wim: ตอนนั้นผมกลับมาไทยด้วยครับ เลยเป็น Timeline เดียวกัน Time Zone เดียวกัน แต่ว่าตอนจองหอก็น่าจะต้องคุยข้ามประเทศอยู่นะ มันจะมีบางช่วง แต่ว่าพี่ Hands On ก็ตอบได้ไวตลอด แม้ว่าจะอยู่ห่างกันครับ (หัวเราะ)
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ The University of Melbourne ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิว Master of Laws (LLM) ที่ The University of Melbourne ⚖️
Wim: เพราะว่าเราเรียนมา 2 ทวีป เรื่องรีวิวคอร์สเรียนที่น่าสนใจที่คิดว่าน่าจะพูด ผมรู้สึกว่าที่ Melbourne Law School มันจะมีวิธีการเรียนที่แปลกกว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ และที่อังกฤษพอสมควร คือมหาวิทยาลัยเขาจะใช้ระบบ Intensive Courses ให้เราเลือกวิชาในปริญญาโทของเราทั้งหมด 8 ตัว ซึ่ง 1 ตัวเราใช้เวลาเรียนแค่ประมาณ 10 วัน หรือว่าเร็วสุด 7-8 วัน หมายความว่าใน 1 วันเราต้องเรียน 8 ชั่วโมง (หัวเราะ) ตอนนั้นก็คือช็อคมากจริง ๆ จำได้ว่าคอร์สแรกที่เรียนก็คือเรียนตั้งแต่ 8 โมงครึ่งถึง 6 โมงเย็น แล้วก็ทำอย่างนี้ติดกันประมาณ 3 วัน และเขาจะให้พัก 2 วันแล้วก็ทำใหม่อีก 3 วัน แล้วก็พัก 1 วัน แล้วก็เรียนอีก 2 วัน อะไรประมาณนี้แล้วก็จบ 1 วิชาครับ
หลังจบวิชาแต่ละวิชา ต้องสอบด้วยรึเปล่า
Wim: สมมติเราจบ 1 วิชาเมื่อตอนต้นเดือนใช่มั้ย ตอนปลายเดือนหรือประมาณเดือนถัดไป ไม่เกิน 40 วันก็จะมีการสอบ คือให้จบไปเป็นตัว ๆ ข้อดีของมันก็คือว่ามันปะติดปะต่อเรื่องในวิชานั้น ๆ จนจบ Session ไปเลย แต่ว่าข้อเสียของมันก็คือว่ามันเหนื่อยมาก ถ้าใครหลุดก็คือหลุดไปเลย
ยกตัวอย่างวิชาเลือกที่เราเลือก กับวิชาที่เราชอบหน่อย
Wim: ที่เมลเบิร์นมันน่าสนใจตรงที่ว่ามันเป็นวิชาที่เราควรจะทำงานมาก่อนนะ จะมีดอกจันทร์ไว้เลยนะว่าวิชาไหนที่คุณควรจะมีประสบการณ์การทำงานด้านนั้นมาอย่างน้อย 1-2 ปี แต่ละวิชาที่มันน่าสนใจก็คือ 8 ชั่วโมง ไม่ได้หมายความว่าเราพูดอย่างเดียว 8 ชั่วโมงหรือว่าจดตามอย่างเดียว 8 ชั่วโมง จะมีช่วงเช้าเป็นทฤษฎีและ 4 ชั่วโมงในตอนบ่ายเป็นช่วงปฏิบัติ
ขอยกตัวอย่างวิชาหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นการเรียนที่โอเคและมันน่าสนใจดี เพราะที่อังกฤษอาจจะไม่ได้มีแบบนี้ก็คือวิชา Cyber ตอนนั้นที่เรียนเป็น Cyber Security and the Law เกี่ยวกับความปลอดภัยความมั่นคงทางไซเบอร์นะครับ ซึ่งตอนนั้นเมืองไทยอาจจะยังอยู่ในสุญญากาศด้วยซ้ำมั้ง ประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว พอไปเรียนที่ออสเตรเลีย ตอนเช้าเราจะเรียนว่ากรอบกฎหมายของการคุ้มครองทางเทคโนโลยีของออสเตรเลียมีอะไรบ้าง และตอนบ่ายวันนั้นเลย เขาก็จะแบ่งกลุ่มเรา ตอนแรกที่เราไปเราเป็นเด็กไทยก็คิดว่าโอเค เราพอมีพื้นฐานปริญญาโทใบแรกมาแล้ว ได้ Distinction ด้วยก็น่าจะทำได้นะ แต่พอไปถึงเขาแบ่งกลุ่มเราใช่มั้ย กลุ่มละ 4-5 คน อีก 4 ท่านในกลุ่มของผมเป็นนักกฎหมายเกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีและด้านข้อมูลส่วนบุคคลของออสเตรเลียที่ทำงานมาแล้วเป็น 10 ปี
การทำงานกลุ่มกับเพื่อน ๆ เป็นยังไง
Wim: บ่ายวันนั้นผมจำได้ว่าเขาให้จำลองสถานการณ์ โดยให้เราแบ่งกลุ่มกัน ส่วนตัวอาจารย์จะเล่นเป็นเจ้าของบริษัท ๆ หนึ่ง แล้วก็จำลองสถานการณ์ว่ากำลังจะมี Privacy Breach หมายถึงว่าการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลหรือว่าอะไรแบบนี้ แล้วอาจารย์ก็ไปเชิญนักเทคโนโลยีหรือนักโปรแกรมเมอร์จริง ๆ มาจาก Perth จำได้ตอนนั้น แล้วเขาก็คุยเรื่องเทคโนโลยีอะไรก็ไม่รู้กับเรา เพื่อให้เราซึ่งเป็นทีมนักกฎหมายช่วยกันวางแผนว่าจะทำคู่มือปฏิบัติที่จะอธิบายให้แผนกไซเบอร์เข้าใจได้ยังไง ว่าจุดไหนที่มันจะเกิด Breach ทางกฎหมายหรือเราต้องรับผิดตรงไหนบ้าง ซึ่งในช่วงการปฏิบัติงานนั้นมันเป็นอะไรที่ปวดหัวมาก เพราะว่าเราพูดกันคนละภาษาเลย โปรแกรมเมอร์เขาก็มาจริง ๆ ซึ่งเขาก็จะอินของเขามากนะ เขาต้อง Performance นู่นนี่นั่น ของเราก็จะต้องดูว่าอันไหนเป็น Data Breach มั้ย แล้วความรับผิดบริษัทเป็นยังไง อะไรแบบนี้ ซึ่งเพื่อนทุกคนในทีมเก่งมาก ทำแบบเชี่ยวชาญมาก
พอเรียนจบคลาส คิดว่าได้อะไรมากที่สุด
Wim: พอตอนจบคลาสนั้น เราเป็นคนที่เด็กสุดและงงที่สุด เป็นเอเชียแบบงง ๆ ใช่มั้ย แต่สุดท้าย Moral of the Story หรือสิ่งที่ได้จากการเรียนมันดีมากก็คือเขาแสดงให้เห็นว่าในการปฏิบัติงานจริง สำหรับนักกฎหมายสายเทคโนโลยีเราต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมเมอร์ เพราะเขาจะต้องรู้ว่าในการสร้างโปรแกรมในการคุ้มครองอะไรแบบนี้มันมีตรงไหนที่เป็นปัญหาทางกฎหมาย เราจะต้องทำยังไงก็ได้ให้เราสามารถสื่อสารกับโปรแกรมเมอร์จริง ๆ ได้ เพื่อทำให้บริษัทที่เรา Represent หรือที่เราเป็น In-House อยู่ได้รับประโยชน์สูงสุด นี่คือหน้างานที่เราต้องเจอ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันดีนะ ทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ มันวุ่นวายขนาดไหน มันทำให้เราได้ลอง Hands On ดู แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกวันทั้ง 8 วันจนจบ อันนี้แค่ Cyber Security and the Law นะ ใครอยากเรียนก็อาจจะยังเปิดอยู่ (ยิ้ม) แล้วบางวันก็ได้ทำเหมือนจำลองว่าจะเข้าไปซื้อบริษัทอะไรแบบนี้ แล้วให้เราเป็นทนายที่ปรึกษาว่ามันมีความเสี่ยงมั้ย ถ้าเราซื้อบริษัทนี้มา แล้วบริษัทที่เราจะไปซื้อมี Compliant with the law หรือสอดคล้องกับกฎหมายเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลดีมากน้อยแค่ไหน เราก็ต้องเข้าไปคุยกับโปรแกรมเมอร์เหมือนเดิมครับ (หัวเราะ)
รีวิวอาจารย์ในหลักสูตรของเราให้ฟังหน่อย
Wim: ชื่อเสียงหนึ่งของ Melbourne Law School ก็คือว่าเป็น Intensive Course เขาจะเชิญอาจารย์จากต่างประเทศมาค่อนข้างเยอะ และเพื่อจะสอนให้เสร็จภายใน 10 วัน เขาก็จะไม่ค่อยใช้อาจารย์ประจำ ซึ่งอาจารย์ประจำเขาก็จะอยู่กับ JD ส่วนอาจารย์ที่เชิญมาส่วนมากก็จะมีชื่อเสียงมาก อย่างตอนที่ผมเรียนก็จะมี Professor จากอเมริกา NYU (New York University) และ Columbia Law School (Columbia University) ที่เป็น Ivy League ส่วนของอังกฤษก็จะมี LSE Law School (The London School of Economics and Political Science) ที่เป็น Top Law School เขาทำ MOU กับ The University of Melbourne บินมาสอนเลย แล้วอาจารย์ก็จะ Jet lag หน่อยในวันแรก ๆ แต่มี 10 วันก็ไม่เป็นไร (หัวเราะ)
อาจารย์จะมีชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะถ้ามีใครสนใจที่จะไปเรียนสาขา Public International Law หรือกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง อะไรแบบนี้ Melbourne Law School จะมีอาจารย์ประจำที่เป็นศาลโลก คือได้รับการเลือกให้เป็น ICJ (The International Court of Justice) ดัง ๆ อยู่หลายท่านเลยนะ พวกที่เรียนสายต่างประเทศก็ตั้งใจมาเรียนเพราะเรื่องนี้ก็มี เพราะได้เรียนกับศาลโลกเลย เราก็จะได้รู้ว่าคดีหรือกฎหมายระหว่างประเทศที่เราเรียนมานี่มันใช้จริง ๆ ยังไง มีค่อนข้างเยอะครับ
อาจารย์หลักสูตรกฎหมายเป็นยังไง ดุมั้ย
Wim: ในขณะที่อังกฤษจะเป็น Lecture-based System ก็คือมีอาจารย์ 1 ท่านอยู่ด้านหน้าพูดที่ห้อง เราก็จดตามอะไรแบบนี้ แต่เมลเบิร์นจะไม่ใช่แบบนั้น ที่นี่เป็น Interactive Class ซึ่งทุกคนต้อง Interact มันก็โหดเหมือนกันนะ เพราะว่าบางวิชาอาจารย์เรียกเพื่อนบางคนแล้วตอบไม่ได้ ตอนท้ายคาบเขาก็มาขอให้เพื่อนถอนวิชานั้นเลย จำได้ว่า “ผมคิดว่าคุณไม่น่าจะ…” แต่เขาพูดสุภาพดี น่ารักนะ “เหมือนจะมีปัญหา เรารบกวนถอนดีกว่า” มันก็คือเวลาเราลงวิชาไหนไปเราต้องเตรียมตัวไปค่อนข้างเยอะ
สำหรับเรา เตรียมตัวยังไงบ้าง
Wim: ก็ใน 1 วิชาก่อนที่จะเปิด Session เรียน 8 วันติดกัน มันก็จะมีช่วงที่เราต้องทำ Reading List ซึ่งเขาจะมี Reading List มาให้ก่อนล่วงหน้า 30 วัน จะมีประมาณ 600 หน้าอะไรแบบนี้ ถ้าเราขยันเราก็จะอ่านไปให้จบ แต่ถ้าเราคิดว่าเราเอาตัวรอดในห้องได้ก็ไม่อ่าน อย่างผมก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าไหร่ (หัวเราะ) อาศัยจังหวะอยู่ในห้องเอาตัวรอดเอา อะไรแบบนี้ครับ
บอกเคล็ดลับการเลือกวิชาเรียนของเราหน่อย
Wim: เรื่องอื่นที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากไปเรียนที่ Melbourne Law School นะ คือวิชามันมีเยอะมาก สมัยที่ผมไปเรียนน่าจะมี 170 กว่าวิชา แล้วแต่ละวิชามัน Specific มาก หมายความว่ามันเหมาะคนที่ทำงานสาขานั้นมาแล้วและอันนี้น่าสนใจตรงที่ สมมติเราเป็นนักกฎหมายเราก็จะรู้กันว่ามันจะมีเรียนวิชาพื้นฐานเป็นว่า International Contract Law หรือกฎหมายสัญญาระหว่างประเทศ อย่างที่อังกฤษก็จะเรียนเป็นเดือนเลย ก็คือเรียนทฤษฎีนู่นนี่นั่นกว่าจะจบใช่มั้ย แต่ที่ออสเตรเลียจะแยกออกมาเป็น 1 วิชาชื่อว่า Payment Matters in Construction Projects เป็นเรื่องการชำระเงินตามกฎหมายระหว่างประเทศ คือเราต้องรู้ว่าเราอยากเรียนอะไร และรู้ว่าเราคุ้นเคยกับสิ่งนั้นมากพอมั้ย เพราะว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเพื่อนร่วมชั้นของเราเขาคัดมาแล้ว ก็คือจะต้องมีความรู้ด้านนั้นหรือทำงานด้านนั้นมา ถ้าเราพูด discussion กับเพื่อนไม่ทันก็อาจจะเซ็งได้ อะไรอย่างนี้ครับ
มีเพื่อนในคลาสเรียนเยอะมั้ย
Wim: ในสมัยนั้นการจำกัดห้องเรียนก็คือจำกัดมาก ใน 1 วิชาอาจจะเรียนได้แต่ประมาณ 20-30 คน ทุกคนจะมีป้ายชื่อของตัวเอง ก็คือต้องแปะป้ายชื่อ และ Professor ที่มาสอนก็จะจำได้ว่าใครเป็นใครแล้วก็จะเรียก
เพื่อนในคลาสเราเป็นคนชาติไหนบ้าง มีนักศึกษาออสเตรเลียเยอะแค่ไหน
Wim: แหม! มันก็จะฟังดูดีไปนะ แต่ว่าสมัยผมจะมีเด็กจากจีนแผ่นดินใหญ่เยอะมากเลย ร้อยละ 80 ในวิชาพื้นฐานเลย แต่ว่าถ้าเป็นวิชาที่ Advanced ขึ้นมาอย่างที่ผมลงบางตัวส่วนมากก็จะเป็นนักเรียน Native ที่เป็นนักกฎหมายออสเตรเลียที่ทำงานมาแล้ว หรือไม่ก็เป็นเด็ก JD (Juris Doctor) คือเป็นเด็กปริญญาตรีของเขา ซึ่งนักศึกษา JD ของ Melbourne Law School ในสมัยนั้นเก่งมากนะ เหมือนคะแนนสอบเข้าจะเยอะที่สุดในประเทศเลย สูงกว่าหมออีก ซึ่งเคยคุยกับเขาก็บอกว่าเต็มร้อยเขาต้องได้ 99.81 อะไรสักอย่าง ซึ่งสูงมาก ๆ แต่ถ้าจะกลับมาตอบคำถามก็คือว่าสำหรับวิชาพื้นฐานทั่วไป ถ้าวิชาชื่อขึ้นต้นว่า International Law สันนิษฐานได้เลยว่าเป็นคนจีน 85% แล้วถ้าเป็นวิชาที่ชื่อแบบ Legal Pluralism หรือพหุนิยมทางกฎหมาย ก็อาจจะมีเราเป็นเอเชียคนเดียวก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าอยากเรียนแบบไหน
สนใจเรียนต่อปริญญาโทที่ The University of Melbourne ปรึกษาพี่ ๆ Hands On ฟรีทุกขั้นตอน คลิก
รีวิว The University of Melbourne 
Wim: แล้วตอนนั้นก็มีตัวเลือกที่น่าสนใจคือที่ The University of Melbourne และ UNSW Sydney แต่เราเลือกเมลเบิร์นเพราะว่าตอนเขียนเล่มอยู่ที่อังกฤษ มี Professor Simon Chesterman คือเขาเป็น Australian Lawyer หรือนักกฎหมายออสเตรเลียนคนหนึ่งที่เก่งมาก ตอนนี้เขาน่าจะเป็นคณะบดีคณะนิติศาสตร์ของ National University of Singapore ที่สิงคโปร์ ซึ่งตอนนั้นผมทำเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้วก็อ่านงานเขียนเขามาเยอะมาก แล้วก็แบบ โอ้โห! เขามีความคิดที่เก่งและเปิดกว้างมากเลย จากนั้นก็มารู้ว่าเขาเรียนจบจากที่ที่ Melbourne Law School ก็เลยสมัครครับ
Facility ของมหาวิทยาลัยเป็นยังไง
Wim: จริง ๆ ถ้าใครชอบชีวิตแบบ Campus Life น่าจะชอบ The University of Melbourne นะ เพราะว่ามันเป็นมหาวิทยาลัยที่ฟีล ๆ เหมือนจุฬาฯ คืออยู่ในเมือง แต่ว่าเป็นรั้วปิดและเก่าแก่มาก ตึกสวยมากเลย ตอนเรียนก็ไม่รู้สึกว่าเบื่อเลย เวลาเดินไปทางไหนก็ดูสวยไปหมด ส่วน Facility ก็ดี อย่างตึกของคณะนิติศาสตร์ มันเป็นตึกใหม่ เพราะว่านักเรียนเยอะขึ้น เขาก็เลยไปสร้างตึกใหม่เหมือนตึกเรียนทันสมัยทั่วไปครับ ถ้าจะให้พูดก็คือความสวยงามของตึกเรียน ซึ่งบางตึกก็เก่าแก่มากเลย แต่ว่าข้างในมันใหม่มาก แบบพวกศูนย์กีฬาของเขา หรือจุดที่ให้บริการนักศึกษาบางตึกก็ดูไม่น่าจะเข้าไปได้แล้ว แต่พอเข้าไปก็เหมือนอีกโลกหนึ่งเลย
การดูแลนักศึกษาของมหาวิทยาลัยนี้เป็นยังไง
Wim: การดูแลนักศึกษาต่างชาติดีมากเลย มีจุด Stop 1 Student Hub อย่างแรกก็ทำบัตรนักเรียน หรือเวลามีปัญหาอะไรก็ไปหาเขา บัตรหายต้องทำยังไงก็ไปหาเขา (หัวเราะ) เจ้าหน้าที่เขาก็จะจัดการให้ แต่อย่างอื่นก็ไม่ค่อยได้ใช้ Facility ของเขาเท่าไหร่ แล้วบางวันก็จะมีของแจกให้นักศึกษา อย่างวัน Freshy ก็จะมีบางคณะ บางชมรม แจกขนมแจกอาหารด้วยนะ ซึ่งเขาจะมีชมรมที่น่าสนใจเยอะ แล้วก็จะมีชมรมแปลก ๆ อย่างชมรม Marxism หรือ ชมรมคนจีนไม่ใช่ปัญหานะ สำหรับใครที่สนใจอยากใช้ชีวิตมหาวิทยาลัย ถ้าใครชอบบรรยากาศแบบที่ The University of Melbourne คือดีเลย
แนะนำน้อง ๆ ที่สนใจมาเรียนต่อกฎหมายที่ออสเตรเลียหน่อย ☀️
Wim: ก่อนอื่นถ้าน้อง ๆ คนไหนอยากจะสอบสนามจิ๋วก็ต้องไปดูคอร์สเรียนดี ๆ เพราะว่าไม่ใช่ทุกคอร์สกับทุกมหาวิทยาลัยจะเป็นคอร์สที่ ก.ต. (คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม) รับรองในการสอบนะครับ อย่างของผมก็ต้องเลือกตามนั้น ใบแรกของผมที่อังกฤษเรียนเฉพาะทางด้านทรัพย์สินทางปัญญา ใบที่ 2 เราอยากเรียนอะไรที่มันกว้างขึ้น ไม่ได้เป็นเฉพาะทางแล้ว เลยเลือกเป็น LLM ซึ่งที่ The University of Melbourne เขาก็ได้ ก.ต. รับรองเหมือนกัน อย่างผมจบ Master of Laws (LLM) เราสามารถเลือกเรียนวิชาอะไรก็ได้ที่เราสนใจ โดยที่ไม่ได้เป็นสาขาเฉพาะครับ


















